หน้าหลัก  || คลังความรู้  ||  แจ้งผู้ที่ยังไม่บันทึกข้อมูล  ||  แลกเปลี่ยนเรียนรู้(Share Idea)   || เข้าสู่ระบบ ||


กลับหน้าที่แล้ว >> สังกัดหน่วยงาน สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์  + ดูก่อนพิมพ์รายงาน

: แบบสรุปรายการไปปฏบัติงานนอกพื้นที่ :

  ผู้บันทึก  อุษา  น่วมเพชร   สังกัดหน่วยงาน  สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์
  ประเภทการปฎิบัติงาน    ประชุมทางวิชาการ       เมื่อวันที่   23 ก.พ. 2558    ถึงวันที่   25 ก.พ. 2558
  หน่วยงาน/สถาบันที่จัด   โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ร่วมกับชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งป   จังหวัด  สุราษฎร์ธานี
  เรื่อง/หลักสูตร    จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่นครั้งที่ 19 “เตรียมความพร้อมเด็กไทย..ก้าวไกลสู่อาเซียน (How to prepare Tha
  ไฟล์เอกสาร    ไม่มีเอกสารประกอบ
  วันที่บันทึก    08 มี.ค. 2558


  เนื้อหา ?
  วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 หัวข้อ Moral development from childhood to adult: พัฒนาการทางศีลธรรมจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น โดย ศ.เกียรติคุณ พญ.วัณเพ็ญ บุญประกอบ และรศ.นพ.อัมพล สูอำพัน การสอนคุณธรรม จริยธรรม ควรเริ่มตั้งแต่เล็ก เริ่มด้วยการเรียนรู้ข้อห้าม การวางระเบียบวินัยภายในบ้าน การจัดเวลากินนอนเล่น การเป็นแบบอย่าง การสอนมารยาทเบื้องต้น เช่น สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ แบ่งปัน ฯลฯ พื้นฐานการสร้างคุณธรรม จริยธรรม: ความรัก ความเมตตาในการเลี้ยงดู การดูแลอย่างอ่อนโยน สร้างสัมพันธภาพที่ดีทำให้เด็กเกิดความรัก ความไว้ใจ (Trust) และความมั่นคง(Security) ในจิตใจ การตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้อย่างเหมาะสม วิธีการสอนคุณธรรม จริยธรรม: 1. อธิบายเหตุผลชี้ให้เห็นข้อผิดถูก ใช้ได้ดีในเด็กประถมช่วงกลาง (8 ปีขึ้นไป) 2. การขู่ ออกคำสั่ง ลงโทษ เป็นการใช้อำนาจ ซึ่งจะทำให้เด็กหลีกเลี่ยง หลบหนี 3. กล่าวชม แสดงความยินดีเมื่อเด็กมีความพยายามหรือตั้งใจ 4. ผู้ใหญ่ให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านี้ เด็กจะรู้ความหมาย รับไปเป็นคุณสมบัติภายในของตนเอง รู้สึกว่าตนมีคุณค่า หัวข้อ Technology and Social Media: เทคโนโลยีและสื่ออินเตอร์เน็ต โดย รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี ปัจจุบันมีการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมากขึ้น จากการสำรวจการใช้คอมพิวเตอร์ของประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปพบว่ามากกว่าร้อยละ 70 เป็นการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพื่อความบันเทิง และมีการเข้าถึงเว็บไซด์ลามกอนาจารมากขึ้น ระยะเวลาการใช้งานส่วนใหญ่มากกว่า 1-2 ชั่วโมง สำหรับทางจิตเวชนั้นยังไม่มีเกณฑ์วินิจฉัยเกี่ยวกับ Internet addiction อย่างชัดเจน จากการทบทวนงานวิจัยพบว่า ผู้ที่มีภาวะ Internet addiction มักไม่มีความสุข ส่วนใหญ่เป็นโรคทางจิตเวช เช่น Anxiety, Depression, Social phobia หรือ ADHD ร่วมด้วย และในผู้ที่ติดเกมที่มีเนื้อหาความรุนแรง มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้น หัวข้อ Mental Health Promotion through the social media: การส่งเสริมสุขภาพจิตผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต โดย พญ.เบญจพร ตันตสูติ การใช้ Facebook Page ในการส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นโดยใช้ชื่อว่า “เข็นเด็กขึ้นภูเขา” มีวัตถุประสงค์เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในสังคมเกี่ยวกับสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น เพื่อเป็นช่องทางในการให้ความรู้รวมทั้งตอบข้อสงสัยต่างๆ และสร้างเครือข่ายในสังคมในการร่วมกันดูแลปัญหาสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ข้อเสนอแนะการทำ Facebook Page ให้ประสบความสำเร็จ 1. ศึกษาวิธีการใช้งานของ Facebook Page 2. กลุ่มเป้าหมาย 3. วิธีการเข้าถึง 4. ให้เวลาและตั้งใจสม่ำเสมอ 5. ประเมินผลเป็นระยะ หัวข้อ Tele-Psychiatry: การใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และจิตเวชศาสตร์ โดย พญ.วิรัลพัชร กิตติธะระพันธุ์ ปัจจุบันมีการใช้ TeleMedicine มากขึ้นเพื่อสนับสนุนด้านการแพทย์ ซึ่งเป็นการเอาชนะอุปสรรคทางภูมิศาสตร์หรือการเข้าถึงบริการทางการแพทย์จากสถานที่ห่างไกล โดยมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ เป้าหมายเพื่อเพิ่มผลลัพธ์ทางการรักษาโรคให้ดีขึ้น ทีมสหวิชาชีพร่วมดูแลผู้รับบริการ อย่างไรก็ตามวิธีนี้ไม่สามารถทดแทนการให้การบำบัดรักษาแบบ face to face ได้ สิ่งที่ควรตระหนักคือข้อมูลส่วนตัวของผู้รับบริการ ควรระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูล หัวข้อ Psychopharmacology for Child & Adolescent Psychiatry: การรักษาด้วยยาในจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โดย รศ.ดร.ภญ.จุฑามณี สุทธิสีสังข์ Psychopharmacology of Autism: Neurodevelopmental processes implicated in Autism ประกอบด้วย Reelin (สัมพันธ์กับ Serotonin คือ ระดับที่เหมาะสมของ serotonin จะส่งผลให้มีการหลั่งของ Reelin), Brain-Derived Neurotrophic Factor (BDNF), Cholinergic System, Glutamate Neurotransmitter System, GABAergic System และ Serotonergic System Evidence for altered brain morphology in Autism คือขนาดของneurons ลดลงในบริเวณ Limbic system, hippocampus, diagonal band of Broca, frontal cortex และ cerebellum Core symptoms in Autism: 1. Severe impairment in communication 2. Severe impairment in socialization 3. Repetitive and/or restricted interests and behavior ยาที่รักษาในปัจจุบันส่วนใหญ่ลดพฤติกรรม แต่ไม่ลดอาการหลักอย่าง communication และ socialization ดังนั้นเด็กที่มีปัญหา Autism ควรได้รับการฝึกในสองด้านนี้ควบคู่กับการใช้ยาลดพฤติกรรม การรักษาเด็ก Autism ที่มีระสิทธิภาพต้องไม่มียากลุ่ม anticholinergic เนื่องจากยากลุ่มนี้มี side effect คือ Tachycardia, Prolong QTc interval, Cardiotoxic, Impaired memory, cognition, constipation, urinary retention โดยเฉพาะจะไปรบกวนการเรียนรู้ของเด็ก Autistic/ ADHD ข้อเสนอแนะ - ระวังการใช้ Fluoxetine ในเด็ก เนื่องจากยาจะมีผลต่อการเพิ่มฤทธิ์ของยาอื่น - Second generation ของ antipsychotic ใช้ในเด็กเหมาะสมกว่า - First generation ของ antipsychotic จะต้องไม่มีฤทธิ์ยับยั้ง cholinergic เช่น Haloperidol ปัญหาการนอนของเด็ก Autistic เป็นปัญหาหลักที่ต้องให้ความสนใจ การนอนหลับดีย่อมทำให้เด็กมีอารมณ์ที่ดีขึ้น ยาที่เหมาะสมคือ ยา Melatonin 1-3 mg รับประทานก่อนนอน 30 นาที จะช่วยปรับรูปแบบการนอนให้เด็กหลับได้นานขึ้น มีอาการข้างเคียงน้อย ไม่เกิดภาวะพึ่งพายา และมีฤทธิ์ลดการชัก วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 หัวข้อ Emergency in Child &Adolescent Psychiatry: ภาวะฉุกเฉินในจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โดย พญ.วรามิศร์ โอสถานนท์ Emergency in Child &Adolescent Psychiatry เช่น Aggressive behavior, Violence, Suicide, Acute psychosic, School refusal, child abuse, Hyperventilation Mental Health Frist Aid ยึดตาม ALGEE A: Approach and assist with any crisis L: Listen G: Give support information E: Encourage E: Encourage and support หัวข้อ New about Management in Child & Adolescent Psychiatry: ผลการศึกษาวิจัยยุคใหม่เพื่อรักษาผู้ป่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โดย รศ.นพ. ชาญวิทย์ พรนภดล การรักษาโรค Obsessive-Compulsive Disorder การให้ยากลุ่ม D-cycloserine 1 ชม.ก่อนทำ CBT จะทำให้ผู้ป่วยลดอาการ OCD ได้ เนื่องจากยาจะทำให้Glutamate ทำงานได้ดีขึ้น การให้จะให้เป็นครั้งคราว ไม่ต่อเนื่อง และให้ dose ต่ำๆ (50-100 mg) สำหรับอาการข้างเคียงพบได้น้อยกรณีที่ให้ยาแบบไม่ต่อเนื่อง การรักษาโรค Tic Disorder ยารักษาพื้นฐานใช้กลุ่ม Atypical antipsychotic คือ Risperidone ยากลุ่ม Alpha-2 agonist: Clonidine มีประสิทธิภาพในการรักษาโรค Tic ที่มีโรค ADHD ร่วมด้วย โดย Clonidine ออกฤทธิ์ที่ Presynaptic auto-receptors ที่ Locus ceruleus โดยทำให้ลดการหลั่งของ norepinephrine ซึ่งจะมีผลในการลดอาการ Tic ด้วย เริ่มให้ยาที่ 0.05 mg/day เพิ่มได้สูงสุด 0.3 mg/day อาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือ ง่วง การรักษาโรค ADHD ยาที่แนะนำคือ Reboxetine ซึ่งเป็นยากลุ่ม Selective Norepinephrine Reuptake Inhibitor (SNRI) กลไกการออกฤทธิ์ คล้ายAtomoxetine คือใช้รักษาโรคสมาธิสั้นทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยจะไปยับยั้งการดูดกลับของสารสื่อประสาท norepinephrine ทำให้ระดับของ norepinephrine ในเลือดสูงขึ้น และยังเพิ่มระดับของ Dopamine บริเวณ Prefrontal cortex มี Half-life 13 ชั่วโมง จากการทบทวนงานวิจัย พบว่า Reboxetine มีประสิทธิภาพในการรักษา ADHD อาการข้างเคียงที่พบได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน และรบกวนระบบย่อยอาหารและลำไส้ Workshop 1 Update in Autistic Spectrum Disorder: ออทิสติกแนวใหม่ โดย นพ.ณัฐวัฒน์ งามสมุทรและนายปรารถนา พินธุวัฒน์ ออทิสติก (Autism Spectrum Disorder: ASD) มีชื่อเรียกที่หลากหลาย ออทิสติก (Autistic Disorder), ออทิสซึม (Autism), ออทิสติก สเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder), พีดีดี (Pervasive Developmental Disorders), พีดีดีเอ็นโอเอส (PDD Not Otherwise Specified) และแอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s Disorder) ปัจจุบันใช้คำว่า Autism Spectrum Disorderตาม เกณฑ์คู่มือการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชฉบับล่าสุด DSM-5 สำหรับในภาษาไทย เรียก “ออทิสติก” เหมือนกันในทุกกลุ่ม ตามคู่มือการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช โดยสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ฉบับที่ 5 (DSM-5) โดยมีคุณลักษณะหลักเหลือเพียง 2 กลุ่ม คือ 1. ความบกพร่องในการพัฒนาทักษะทางสังคมและการสื่อความหมายได้เหมาะสมตามวัย (social communication and social interaction) การเข้าหาคนอื่นไม่ได้ ไม่สามารถสื่อสารตามความต้องการ ขาดความเข้าใจตนอื่น นำเสนอหรือเล่าเรื่องจินตนาการได้ยาก ไม่เข้าใจกติกา 2. ลักษณะพฤติกรรม กิจกรรม และความสนใจ เป็นแบบแผนซ้ำๆ จำกัดเฉพาะเฉพาะบางเรื่อง และไม่ยืดหยุ่น (restricted, repetitive patterns of behavior, interest or activities) เช่น มีภาษาเป็นของตนเอง ไม่เข้าใจความหมายของคำ เล่นเสียง เล่นลิ้น ทำซ้ำๆ เดินเขย่ง หมุนรอบตัวเอง เรียงของ ยึดติดกับของบางอย่าง นอกจากนี้ในการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช โดยสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ฉบับที่ 5 ยังมีเกณฑ์อาการที่ต้องพิจารณาร่วมด้วยคือ 3. การรับความรู้สึก และกระบวนการนำความรู้สึกไปที่สมองผิดปกติ ซึ่งอาจมากเกินไปหรือน้อยเกินไป (Hyper or hyporeactivity to sensory input or unusual interests in sensory aspects of the environment) โดยระบบความรู้สึกพื้นฐานที่สัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์ได้แก่ 3.1 Tactile Sense ระบบสัมผัสผิวหนัง 3.2 Vestibular Sense ระบบการทรงตัวและเคลื่อนไหว ระบบใหญ่ทั้งร่างกาย เช่น กระโดดไปข้างหน้า 3.3 Proprioceptive Sense ระบบการรับความรู้สึกจากเอ็นแบะข้อ บอกท่าทาง (Position) เช่น กระโดดอยู่กับที่ สะบัดมือ เล่นมือ ตบมือ เป็นต้น เด็กออทิสติกจะมีความสามารถของ ตัวรับความรู้สึก และกระบวนการนำความรู้สึกไปที่สมองผิดปกติ เมื่อมีการรับข้อมูลมากเกินไป ก็จะเกิดภาวะไวต่อการรับความรู้สึกมากเกินไป (Oversensitive/ hypersensitivity) จึงแสดงออกในลักษณะการหลีกหนีต่อสิ่งเร้า(Avoids) เช่น แสดงอารมณ์ไม่พอใจเมื่อถูกสัมผัสตัว แต่ถ้ามีการรับข้อมูลน้อยเกินไป ก็จะเกิดภาวะไวต่อการรับความรู้สึกน้อยเกินไป (Undersensitive/ hyposensitivity) จึงแสดงออกในลักษณะค้นหาสิ่งเร้ามากขึ้น(Seeking) เช่น การเคาะทุกอย่าง ชอบรับประทานอาหารรสจัด เป็นต้น เมื่อรับความรู้สึกจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเข้ามาซึ่งถือเป็นสิ่งเร้า แล้วไม่สามารถทำการจัดระเบียบของสิ่งเร้านั้นได้ทำให้ไม่สามารถตอบสนองออกมาเป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสม แต่ถ้าสามารถควบคุมสิ่งเร้าคือการรับความรู้สึกต่างๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม จะเป็นการกระตุ้นกลไกการทำงานของสมองให้สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ดีขึ้น นักกิจกรรมบำบัดจึงมีการนำทฤษฎีการบูรณาการประสาทรับความรู้สึก (Sensory Integrative Theory) มาประยุกต์ใช้เพื่อกระตุ้นระบบการรับความรู้สึกของเด็กให้มีการพัฒนาที่ดีขึ้นโดย 1. ค้นหา Sensory ที่เด็กชอบทั้งแบบ หลีกเลี่ยง(Avoids) หรือแสวงหา(Seeking) โดยใช้แบบตรวจสอบรายการพฤติกรรมบูรณาการด้านประสาทรับสัมผัส ของงานกิจกรรมบำบัด โรงพยาบาลยุวประสารทไวทโยปถัมภ์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข 2. หา/สร้างกิจกรรมที่เด็กชอบสอดคล้องกับสิ่งที่เค้าหลีกเลี่ยง(Avoids) หรือแสวงหา(Seeking) และต้องมีเป้าหมาย วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 Workshop 6 Children with Learning problems: นานาสาระปัญหาการเรียนของเด็ก โดย ศ.คลินิกพญ.วินัดดา ปิยะศิลป์ และ ผศ.นพ.ชาตรี วิฑูรชาติ สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาการเรียนในเด็ก 1. ปัญหาที่ตัวเด็ก ปัญหาชีวภาพ เช่น โรคออทิสติก โรคสมาธิสั้น ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นต้น ปัญหาการปรับตัวและการเข้าสังคม เด็กที่ขาดแรงจูงใจ มีปัญหาทางอารมณ์ ขาดสารอาหาร ไม่แข็งแรง หมดพลัง หรือ ไม่มีใครมองเห็นความสามารถ 2. ปัญหาครอบครัว เช่น การเลี้ยงดูเบี่ยงเบน (ตามใจ ทำให้ บีบบังคับมากเกินไป ละทิ้ง ละเลยไม่สนใจ) ไม่ฝึกฝน และสร้างเด็กให้มีทักษะการเป็นนักเรียนที่ดี (อดทน รับผิดชอบ ตรงต่อเวลา เชื่อฟัง อยู่ในกติกา มีทักษะในการแก้ปัญหา) ทะเลาะ หย่าร้าง แยกกันอยู่ ย้ายโรงเรียนบ่อย 3. ปัญหาที่โรงเรียน เช่น ระบบของโรงเรียนที่เร่งรัด กดดัน เคร่งครัด สภาพแวดล้อมไม่ดี คุณภาพการสอนของครู ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน เวลาในการสอน ฝึกฝนไม่เพียงพอ เทคนิคการสอน อุปกรณ์การสอน 4. ปัญหาที่สภาพแวดล้อม เช่น อาหาร/แหล่งน้ำเป็นพิษ ใกล้โรงงาน อาหารไม่เพียงพอ ไม่ที่สถานที่ออกกำลังกาย ข้อคิด 1. สาเหตุที่ทำให้เด็กมีปัญหาการเรียน อาจเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน ต้องเปิดใจมองปัญหาได้กว้างและแก้ไขไปพร้อมกัน 2. สาเหตุที่ทำให้พ่อแม่ ครูแก้ปัญหาการเรียนของเด็กไม่ได้ดีเป็นเพราะไม่รู้ ขาดทักษะในการค้นหาปัญหา และขาดทีมสหวิชาชีพทีมในการทำงาน 3. ทีมสหวิชาชีพควรมีอยู่ในโรงเรียน เช่น นักจิตวิทยาโรงเรียน นักกิจกรรมบำบัด ครูศึกษาพิเศษ พยาบาล นักฝึกพูด เป็นต้น จะช่วยลดภาระงานของครูและช่วยประสานงานกับครอบครัวได้ง่ายขึ้น The Hurried Child Syndrome หมายถึง ภาวะที่เด็กถูกเร่งในหลายๆเรื่องให้แสดงพฤติกรรมเกินวัย วางตัวแก่กว่าวัย แต่งตัวแต่งหน้าแบะทำพฤติกรรมเลียนแบบผู้ใหญ่ พูดจาภาษาผู้ใหญ่ การใช้ชีวิตที่รับผิดชอบสูง ได้รับข้อมูลสั่งสอนมากมาย ถูกผลักให้เข้าโรงเรียน เข้าสังคมเร็วกว่าวัยเดียวกัน อาการแสดงทางคลินิก เด็กมักมีประวัติเข้าเรียนเร็วหรือเรียนข้ามขั้นเพราะรู้มาก ระยะแรกผลการเรียนดี ถูกเร่งรัดเนื้อหาวิชาการ จะมีความเฉื่อยชา ไม่สนุก เบื่อหน่ายจนในที่สุดจะละทิ้งวิธีการที่เคยพยายามเรียน แต่ขณะเดียวกันก็วิตกกังวลกลัวว่าพ่อแม่ไม่ยอมรับ เริ่มเรียนไม่รู้เรื่อง ไม่มีสมาธิ ไม่จดจำจนบางครั้งถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้น แสดงออกเป็นพฤติกรรมที่เจ้าระเบียบ เน้นความถูกต้อง ยึดกับกฎเกณฑ์ มักวิตกกังวลกลัวว่าจะทำไม่ได้ตามที่พ่อแม่คาดหวัง ซึมเศร้า ร้องไห้ง่าย Dynamics of hurrying in Parent The child as surrogate self เลี้ยงดูเพื่อชดเชยความล้มเหลวหรือการขาดแคลนของพ่อแม่ในอดีต พ่อแม่ที่เรียนไม่ดีมาก่อน ขาดแคลน ต้องทำงานหนัก หรือมีเกียรติที่ด้อยกว่าคนอื่นในสังคม จึงพยายามผลักดันให้ลูกพัฒนาโดยเฉพาะในด้านที่ตนเองไม่พอใจ The child as status symbol การส่งเสริมเร่งรัดเด็กในด้านต่างๆจนเด็กมีความสามารถขึ้นถือเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ที่ได้คุยกับผู้อื่นอย่างสง่าผ่าเผยว่าลูกของฉันทำได้ The child as partner การมอบหมายงานให้รับผิดชอบดูแลมากเกินตัว ต้องตัดสินใจเรื่องที่ยากลำบาก ผลักภาระหลายอย่างให้ทำโดยไม่เหมาะสมกับอายุ The child as therapist ในครอบครัวที่มีปัญหา จะเกิดกลุ่มย่อยของสมาชิกในบ้าน เด็กต้องมารับฟังพ่อแม่เล่าความลำบาก ทุกข์ยาก ความเศร้าโศกเสียใจ พ่อแม่ต้องการการปลอบใจ ต้องการกำลังใจจากเด็ก บทบาทของผู้ใหญ่และเด็กสลับกัน The child as conscience เด็กต้องมารับรู้ในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพ่อแม่หลายอย่างโดยไม่สมควร เช่น แม่ให้เด็กโกหกว่าแม่ไม่อยู่ไปต่างจังหวัด หรือพ่อพาลูกไปเที่ยวพร้อมกิ๊ก และย้ำมิให้ลูกบอกแม่ แนวทางการช่วยเหลือ 1. สร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อพ่อแม่ 2. เปิดโอกาสให้เล่าที่พ่อแม่มีกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำกับลูกในอดีตและปัจจุบัน โดยใช้ท่าทีที่สงบ รับฟัง ทำความเข้าใจและเห็นใจ ใช้ Active listening 3. ให้พ่อแม่เรียงลำดับความสำคัญของปัญหาลูกที่พ่อแม่กังวล และคุยถึงวิธีที่พ่อแม่ใช้ในการแก้ปัญหารวมถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น 4. เมื่อพ่อแม่ลดความตึงเครียดภายในตัวลดลง จึงค่อยๆชี้ชวนให้มองในมุมด้านเด็กกลับกันบ้าง โดยคิดว่าถ้าพ่อแม่เป็นลูก คิดหรือรู้สึกและอาแสดงออกอย่างไรบ้าง ชวนให้พ่อแม่มองเห็นผลกระทบของการเร่งรัดที่เกิดขึ้นกับเด็ก 5. ประคับประคองความรู้สึกของพ่อแม่ รักษาสัมพันธภาพที่ดีระหว่างแพทย์ผู้รักษากับพ่อแม่ 6. ส่งเสริมสัมพันธภาพหรือการทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัว 7. ติดตามพ่อแม่เป็นระยะ สม่ำเสมอ พร้อมให้ความหวังและกำลังใจ Workshop 10 Management of ADHD/ ODD: เทคนิคการรับมือกับเด็กสมาธิสั้นและเด็กดื้อ โดย พญ.สิรินัดดา ปัญญาภาส และ ดร.วัจนินทร์ โรหิตสุข จุดประสงค์ของการปรับพฤติกรรม ซึ่งทำภายใต้สัมพันธภาพที่ดี 1. เพิ่มพฤติกรรมที่ต้องการ 2. ลดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ 3. สร้างพฤติกรรมใหม่ที่ต้องการ การสร้างสัมพันธภาพที่ดี 1. การสื่อสารด้วย I message 2. การสื่อสารด้วย การรับฟังอย่างตั้งใจ และจับสะท้อนความรู้สึก 3. การชื่นชม การสื่อสารด้วย I message A. แม่อยากให้ลูกกินข้าว....... I message (แม่บอกความรู้สึกของตนเองที่มีต่อลูกโดยตรง) B. มัวแต่พูด แล้วเมื่อไหร่จะกินข้าวเสร็จซะที......... You message (แม่ไม่ระบุความรู้สึกของตนเอง ไม่ระบุบุคคลที่อยากสื่อสาร พูดลอยๆ ให้ลูกรับรู้เอง) C. เด็กคนอื่นแม่เค้าพูดครั้งเดียว เค้าก็รู้เรื่องแล้ว..... He or they message (แม่ไม่บอกความรู้สึกต่อลูกโดยตรง โดยอ้างบุคคลที่3 หรือแนวเปรียบเทียบเพื่อให้ลูกคิดเอง) การรับฟังอย่างตั้งใจ และจับสะท้อนความรู้สึก พ่อแม่ควรรับฟังเรื่องราวจากมุมของลูก อย่างใจเย็น อย่ารีบสอย ควรให้ลูกได้มีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวจากมุมของลูกบ้าง ชื่นชม มีหลักการดังนี้ 1. ชมทันที 2. ชมเวลาที่ลูกทำดีเท่านั้น 3. ชมทั้งความพยายามมากกว่าความสำเร็จ 4. องค์ประกอบของคำชม บอกความรูสึกแม่ บอกพฤติกรรมที่ลูกได้อย่างชัดเจน บอกคุณลักษณะของลูกที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น เช่น มีน้ำใจ 5. ชมอย่างเดียว ไม่ต้องวิจารณ์ ตำหนิ ประชดประชันรวมอยู่ในคำชม 6. ชมด้วยสีหน้าท่าทางบ้าง 7. ชมด้วยการเขียนบ้าง 8. ชมด้วยความจริงใจ หลักการให้รางวัลอย่างมีประสิทธิภาพ 1. การให้รางวัลควรทำข้อตกลงร่วมกันไว้ก่อน โดยกำหนดพฤติกรรมอย่างชัดเจน บอกความต้องการขอพ่อแม่ให้ชัดเจน พฤติกรรมที่ดีที่พ่อแท่ต้องการคืออะไร เขาทำแล้วจะได้อะไรเป็นรางวัล และให้ลูกพูดทบทวน 2. ไม่ควรยึดติดกับสิ่งของ เงิน ทอง 3. เลือกสิ่งที่เป็นแรงจูงใจที่เหมาะกับลูก เช่น สิทธิพิเศษ โอกาสหรือกิจกรรมพิเศษ 4. การให้รางวัลเพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น ซื้อขอให้เพื่อให้ลูกหยุดร้อง ไม่ควรทำ 5. การพูดเมื่อจนมุม โดยเสนอรางวัลให้เพื่อให้เด็กยอมตกลงด้วย ไม่ควรทำ 6. เมื่อพฤติกรรมที่ดีเกิดขึ้นถี่ขึ้น ควรค่อยๆถอนรางวัลออก 7. บางครั้งอาจทำให้ลูกทำดีก่อนแล้วค่อยให้รางวัล โดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า 8. ให้รางวัลทันที ที่ลูกมีพฤติกรรมตามที่ตกลงกันไว้ ขณะให้รางวัลควรบอกลูกว่าเพราะอะไร 9. เอาจริง ไม่ใจอ่อนหากลูกไม่ทำตามกติกา 10. กำหนดพฤติกรรมที่ลูกสามารถทำได้ และมีโอกาสได้รางวัล การลดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ 1. Minimize opportunities for error 2. Prompting การเตือนให้หยุด 3. การให้ทางเลือก 4. Response cost ปรับ ริบของ หักคะแนน overcorrection รับผิดชอบการกระทำ 5. Ignorance, extinction การเพิกเฉยไม่สนใจ 6. Time-out การหยุดพักกิจกรรมที่ทำอยู่ชั่วคราว 7. Punishment ควรลงโทษอย่างไร 1. ควรอธิบายทำข้อตกลงกับเด็กก่อนทำโทษ 2. ควรเตือนก่อนเกิดพฤติกรรมที่ไม่ดี 3. ลงโทษทันทีที่เด็กทำผิด 4. ควรให้เหตุผลว่าเพราะอะไรต้องลงโทษ 5. ขณะลงโทษไม่ควรบ่น พูดเรื่องเก่า พูดซ้ำๆ 6. หลีกเลี่ยงการลงโทษที่รุนแรง การประจาน การทำให้เด็กเสียหน้า ใช้อารมณ์ อาจก่ออารมณ์โกรธแค้นแก่เด็ก 7. อย่าเอาแต่ลงโทษอย่างเดียวบ่อยๆเด็กจะเคยชินและไม่กลัวการลงโทษ

   ความรู้ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานและแนวทางการแก้ไข ?
  การนำความรู้ที่ได้จากการประชุมวิชาการในครั้งนี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานดังนี้ 1. ออกแบบการสอนโดยสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมอย่างต่อเนื่อง 2. ใช้เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตในการส่งเสริมสุขภาพจิตแก่นักศึกษา 3. เนื้อหารายวิชาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต หัวข้อการพยาบาลจิตเวชเด็กและวัยรุ่นปรับปรุงให้ทันสมัยตามการวินิจฉัยและการรักษาปัจจุบัน 4. การใช้เทคนิคในการปรับพฤติกรรมให้มากขึ้น

  ความรู้ที่จะนำไปพัฒนาต่อ ?
  การบริการวิชาการให้ความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค คัดกรอง และการดูแลช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นที่พบบ่อยในชุมชน เช่น ออทิสติก ADHD บกพร่องทางการเรียนรู้ แก่นักศึกษา ครู ผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และให้การดูแลเด็กกลุ่มนี้อย่างเหมาะสม





พัฒนาระบบโดย : ฝ่ายวิจัยและพัฒนาระบบ ศูนย์คอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ
Thailand Best viewed with 800 by 600 pixels screen resolution on an Internet Explorer 5.0 up
การสร้างเอกสาร 0.0466 วินาที    ติดต่อสอบถาม lnamita@wu.ac.th