หน้าหลัก  || คลังความรู้  ||  แจ้งผู้ที่ยังไม่บันทึกข้อมูล  ||  แลกเปลี่ยนเรียนรู้(Share Idea)   || เข้าสู่ระบบ ||


กลับหน้าที่แล้ว >> สังกัดหน่วยงาน สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์  + ดูก่อนพิมพ์รายงาน

: แบบสรุปรายการไปปฏบัติงานนอกพื้นที่ :

  ผู้บันทึก  กรรณิการ์  แสงประจง   สังกัดหน่วยงาน  สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์
  ประเภทการปฎิบัติงาน    ประชุมทางวิชาการ       เมื่อวันที่   06 พ.ย. 2557    ถึงวันที่   07 พ.ย. 2557
  หน่วยงาน/สถาบันที่จัด   สภาการพยาบาล   จังหวัด  กรุงเทพมหานคร
  เรื่อง/หลักสูตร    การสร้างความเข้มแข็งของการผดุงครรภ์ (Strengthening Midwifery)
  ไฟล์เอกสาร    ไม่มีเอกสารประกอบ
  วันที่บันทึก    13 พ.ย. 2557


  เนื้อหา ?
  

การประชุมวิชาการ เรื่อง การสร้างความเข้มแข็งของการผดุงครรภ์ (Strengthening Midwifery)

ผู้เขียนขอสรุปความรู้ในบางหัวข้อที่น่าสนใจ ดังนี้

1.      Important Developments in the Roles of Nurse Practitioners and Certified Nurse

Midwives in the United States โดย Anita L. Nelson Professor, Obstetric and Gynecology, David Geffen School of Medicine at UCLA มีการนำเสนอวิวัฒนาการของ Nurse Practitioners ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเริ่มมี Nurse Practitioners program เมื่อปี 1965 และมีการพัฒนาหลักสูตรมาโดยตลอด ในปัจจุบันปี 2012 NPs ต้องดูแลผู้ป่วยมากกว่า 900 ล้านราย ภายใต้ Protocols ที่เป็นมาตรฐานการปฏิบัติจากการร่วมจัดทำกับแพทย์ ประกอบด้วย 2 Protocols คือ

-          Process Protocol: มีความเกี่ยวข้องกับการให้ความหมายของกฎหมายพื้นฐานของการปฏิบัติการพยาบาล คุณสมบัติของประสบการณ์หรือความรู้ ขอบเขตการทำงานของ NPs และขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้ได้รับหนังสือรับรองการเป็น NPs เช่น จำนวน case ที่ต้องดูแลด้วยตนเองโดยที่ไม่มีผู้ให้การปรึกษาโดยตรง

-          Problem-Based Protocols: มีการใช้หลัก SOAP (Subjective, Objective, Assessment, Plan) เพื่อรวบรวมข้อมูลของผู้ป่วย

ในปัจจุบัน NPs จะต้องจบปริญญาโท และในอนาคต (2015?) อาจจะต้องจบปริญญาเอก

NPs ในสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มจะกำหนดวุฒิการศึกษาก่อนเข้าหลักสูตรให้สูงขึ้น ขยายขอบเขตการปฏิบัติงาน และทำงานที่เป็นอิสระจากแพทย์มากขึ้น ซึ่งการที่จะทำงานให้แพทย์ยอมรับมากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของ NPs เอง

2.      Contraceptive Update โดย Anita L. Nelson Professor, Obstetric and Gynecology,

David Geffen School of Medicine at UCLA มีการนำเสนออัตราการคุมกำเนิดของประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาพบว่ามีอัตราการคุมกำเนิดร้อยละ 79.6 และ 76 ตามลำดับ

วิธีการคุมกำเนิดในปัจจุบัน แบ่งเป็น

1.       วิธีคุมกำเนิดระยะยาว: ยาฝังคุมกำเนิด ห่วงอนามัยคุมกำเนิด

2.       วิธีคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนผสม: ยาฉีด DMPA วงแหวนครอบปากมดลูก แผ่นแปะคุมกำเนิด และยาเม็ดคุมกำเนิด

3.       วิธีคุมกำเนิดชนิดที่เป็น Barriers และ behaviors: ถุงยางอนามัยของผู้ชายและผู้หญิง Diaphragms การหลั่งภายนอก และ Spermicides  

ในที่นี้ขอกล่าวถึงรายละเอียดของ Etonogestrel contraceptive implant และ IUD

(intrauterine device)

1.       Etonogestrel contraceptive implant คือยาฝังคุมกำเนิดชนิดหลอดเดียว ประกอบด้วย Etonogestrel 68 mg คุมกำเนิดได้ 3 ปี ช่วยยับยั้งการตกไข่และทำให้มูกที่ปากมดลูกเหนียวข้น สามารถมีบุตรได้เร็วหลังเลิกใช้ ปัจจุบันมีอัตราการคงใช้สูงขึ้นในผู้ป่วยหลังแท้ง (81%) ตัวฮอร์โมนไม่มีผลกระทบต่อการเผาผลาญพลังงาน สามารถทำนายการมีเลือดออกทางช่องคลอดได้ และสามารถรักษาภาวะเลือดออกไม่สม่ำเสมอทางช่องคลอดโดยการใช้ยากลุ่ม NSAIDs

2.       IUD (intrauterine device) คือห่วงอนามัยคุมกำเนิด มีชนิด Copper T 380 และ LNG IUS (Levonorgestrel-Releasing Intrauterine System) ชนิดที่มีปริมาณ  Levonorgestrel ต่างๆกัน ซึ่งปริมาณของ Levonorgestrel  20 mcg/day เป็นปริมาณขั้นต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด

นอกจากนี้มีการแนะนำว่า ควรช่วยค้นหาวิธีการคุมกำเนิดที่ผู้รับบริการจะใช้ สร้างแรงจูงใจในการใช้

เริ่มให้มีการใช้การคุมกำเนิดทันที ให้ทางเลือกในการคุมกำเนิดที่เหมาะสมทั้งในปัจจุบันและในอนาคต รวมถึงวิธีการคุมกำเนิดวิธีที่สองหากไม่สามารถใช้วิธีการคุมกำเนิดวิธีแรกได้อย่างต่อเนื่อง และมีการสนับสนุนให้มีการวางแผนและเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ในอนาคต

3.      ปัญหาการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์กำแหง จาตุรจินดา

ประธานมูลนิธิเพื่อสุขภาพและสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ของสตรี (แห่งประเทศไทย) และคุณ นงลักษณ์ บุญไทย ผู้จัดการโครงการป้องกันการแท้งไม่ปลอดภัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มีการนำเสนอถึงการแท้งที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe abortion) เป็นปัญหาที่สาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการตายของมารดา จากข้อมูลกรมอนามัยปี 2542 พบว่าผู้หญิงหลังแท้งมีภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยคือ ติดเชื้อในกระแสเลือด อุ้งเชิงกรานอักเสบ ตกเลือดมาก และมดลูกทะลุ ในแต่ละปีรัฐต้องจ่ายค่ารักษาภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยเป็นเงินจำนวนมาก การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ในสังคมทั่วไปยังมีทัศนคติทางลบกับผู้ที่ท้องไม่พร้อมหรือผู้ทำแท้ง อีกทั้งแพทย์ยังมีการรักษาการแท้งไม่ครบด้วยการขูดมดลูกซึ่งเป็นหัตถการที่เจ็บปวดและเป็นอันตรายต่อการเกิดมดลูกทะลุ และได้มีการนำเสนอถึงวิธีการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยซึ่งมี 2 วิธีคือ Medical และ Surgical Abortion

1.      Medical abortion เป็นวิธีที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุด องค์การอนามัยโลกได้บรรจุ Mifepristone (RU 486) และ Misoprostal (Cytotec) ในยาบัญชีหลักเพื่อใช้ในการยุติการตั้งครรภ์ สำหรับประเทศไทย อ.ย. อนุญาตให้ใช้ Mifepristone เพื่อการวิจัยเท่านั้น และจัดให้ Misoprostal เป็นยาควบคุมพิเศษต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ในโรงพยาบาลเท่านั้น ทำให้มีการลักลอบในการขายถึงเม็ดละ 500-5000 บาท (ราคาทุน 17 บาท)

2.      Surgical Abortion: แนะนำการใช้ MVA แทนการขูดมดลูก เพราะมีความปลอดภัย ใช้ง่าย สามารถใช้ได้หลายครั้ง ผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยกว่าการขูดมดลูก และไม่จำเป็นต้องใช้ยาระงับความรู้สึกทั่วร่างกาย

นอกจากนี้มีการกล่าวถึงกฎหมายอาญามาตรา 305 ที่ได้ยกเว้นความผิดฐานทำแท้งไว้ 2

ประการคือ แพทย์ทำแท้งได้เมื่อจำเป็นต้องกระทำเพื่อสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ หรือ ถูกข่มขืนหรือกระทำชำเรา กฎหมายนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผลักดันให้มีการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย เนื่องจากปกติแล้วแพทย์ส่วนใหญ่ไม่ประสงค์ที่จะให้บริการทำแท้งด้วยปัจจัยความเชื่อส่วนตัว ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม และยิ่งบังคับใช้กฎหมายนี้ยิ่งทำให้แพทย์ไม่ยินดีที่จะให้การช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหา มีแพทย์เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่จำเป็นต้องให้บริการแก่ผู้หญิงที่มีปัญหาด้วยความเห็นอกเห็นใจ ผู้หญิงจึงต้องหาบริการการยุติการตั้งครรภ์ด้วยตนเอง ในการบรรยายครั้งนี้ผู้บรรยายเน้นย้ำให้แยกแยะความรู้สึกส่วนตัวออกจากหน้าที่ และร่วมต่อสู้เพื่อสิทธิการทำแท้งที่ปลอดภัยภายในประเทศไทย

3.      การดูแลสตรีที่มีการตั้งครรภ์ที่ไม่ตั้งใจ: บทบาทผดุงครรภ์ โดย รศ.ดร. สุกัญญา ปริสัญญกุล มีการ

นำเสนอถึงบทบาทที่สำคัญของพยาบาลผดุงครรภ์คือ ผู้ให้การปรึกษา ที่จะให้การปรึกษาแก่สตรีตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจ เพื่อให้มีการตัดสินใจที่จะเลือกทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยต้องเคารพในตัวตน คำนึงถึงศักดิ์ศรีของสตรีตั้งครรภ์ รวมทั้งมีการสนับสนุนให้กำลังใจ ซึ่งมีหลักของการให้การปรึกษาดังนี้

-          Active listening

-          Providing accurate information

-          Emotional support

-          Non judgmental

-          Non directive

-          Basic counseling skill

4.      Strengthening Nurse-Midwife Education in Thailand โดย ผศ.ดร. โสมภัทร ศรไชย มีการ

กล่าวถึงสุขภาพด้านอนามัยแม่และเด็กไทยว่ายังได้รับการดูแลที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดความเชี่ยวชาญด้านสูติกรรม การขาดแคลนพยาบาลผดุงครรภ์ทั้งด้านบริการและด้านการศึกษา รวมถึงมีการฟ้องร้องทางแพ่งและอาญาจากการตั้งครรภ์และการคลอด ซึ่งนำไปสู่การตั้งประเด็นคำถามถึง

1.       สมรรถนะของผดุงครรภ์ไทยควรเป็นอย่างไร: ผดุงครรภ์ควรต้องสามารถปฏิบัติการผดุงครรภ์

อย่างเป็นองค์รวม สามารถสร้างเสริมสุขภาพ สตรีและครอบครัว ในระยะตั้งครรภ์ คลอด หลังคลอด รวมถึงระยะให้นมบุตร โดยเน้นภาวะปกติและผิดปกติ ทำคลอด และดูแลทารกแรกเกิด รวมถึงให้บริการวางแผนครอบครัว

2.       การจัดการศึกษาควรมีลักษณะเช่นไรที่สามารถสร้างสมรรถนะผดุงครรภ์ตามที่ต้องการได้: การ

สร้างมาตรฐานการศึกษาด้านการผดุงครรภ์ไทย มีความเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการดำเนินการ ที่ต้องมีการจัดระบบและการดำเนินการ ระบบการประเมินผล จัดแหล่งความรู้ คณะครู หน่วยบริการสุขภาพ และจัดหลักสูตร รวมถึงตัวนักศึกษาที่ต้องมีความตื่นตัวในการเข้าร่วมหลักสูตร

5.      Strengthening Nurse Midwife in Thailand: Research โดย ผศ.ดร. โสเพ็ญ ชูนวล มีการ

กล่าวถึงการพัฒนาคุณภาพของผดุงครรภ์ไทย ที่ต้องมีการพัฒนาทั้ง 3 ส่วน คือ การศึกษา การปฏิบัติ และการวิจัยทางการผดุงครรภ์ สำหรับการวิจัยจะเป็นตัวช่วยให้เกิดกระบวนการสร้างความรู้อย่างเป็นระบบและเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งเป็นความท้าทายของผดุงครรภ์

ในปัจจุบันพบว่าผดุงครรภ์ยังทำงานวิจัยตามความสนใจของแต่ละบุคคล ขาดการรวมตัวหรือ

ทำวิจัยในภาพรวมระดับประเทศ ศักยภาพของผดุงครรภ์ในการทำวิจัยและการนำเสนอผลงานวิจัยยังไม่เพียงพอ ขาดการสนับสนุนจากองค์กรและ/หรือการเข้าถึงแหล่งทุน ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลหรือนำข้อมูลมาใช้ในการทำวิจัย มีความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพทั้งปริมาณและคุณภาพ การถูกฟ้องร้องจากการปฏิบัติงาน: malpractice ปัญหาการสื่อสาร การปฏิบัติงานเกินบทบาทตามที่พรบ.วิชาชีพกำหนด ......แล้วจะทำอย่างไรเพื่อให้งานวิจัยเกิดขึ้นสาขาการผดุงครรภ์ ซึ่งผู้บรรยายมีการเสนอแนะให้ผดุงครรภ์ไทยควรทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานประจำ และมีการพัฒนาคุณภาพบริการอย่างสม่ำเสมอโดยมีการใช้วิจัยหรือหลักฐานเชิงประจักษ์           

 

 



   ความรู้ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานและแนวทางการแก้ไข ?
  

- ทำให้เห็นแนวทางการพัฒนาตนเองเพื่อก้าวสู่การเป็นพยาบาลผดุงครรภ์

- สามารถให้คำแนะนำการคุมกำเนิดแก่มารดาหลังคลอดและกลุุ่มสตรีที่ต้องการการวางแผนครอบครัวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

- เห็นผลกระทบที่เกิดจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยภัยและเกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อการสนับสนุนการทำแท้งที่ปลอดภัย

- ให้ความสำคัญต่อการดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่มีการตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจ

- เกิดความตระหนักถึงการทำงานภายใต้บทบาทหน้าที่ของพยาบาลผดุงครรภ์



  ความรู้ที่จะนำไปพัฒนาต่อ ?
  

- สร้างแนวทางการให้การปรึกษาแก่สตรีตั้งครรภ์ที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม







พัฒนาระบบโดย : ฝ่ายวิจัยและพัฒนาระบบ ศูนย์คอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ
Thailand Best viewed with 800 by 600 pixels screen resolution on an Internet Explorer 5.0 up
การสร้างเอกสาร 0.0461 วินาที    ติดต่อสอบถาม lnamita@wu.ac.th