หน้าหลัก  || คลังความรู้  ||  แจ้งผู้ที่ยังไม่บันทึกข้อมูล  ||  แลกเปลี่ยนเรียนรู้(Share Idea)   || เข้าสู่ระบบ ||


กลับหน้าที่แล้ว >> สังกัดหน่วยงาน โครงการอาศรมวัฒนธรรม  + ดูก่อนพิมพ์รายงาน

: แบบสรุปรายการไปปฏบัติงานนอกพื้นที่ :

  ผู้บันทึก  พันธุ์ทิพย์  ทิพย์กองลาศ   สังกัดหน่วยงาน  โครงการอาศรมวัฒนธรรม
  ประเภทการปฎิบัติงาน    ประชุมเชิงปฏิบัติการ       เมื่อวันที่   28 ม.ค. 2551    ถึงวันที่   31 ม.ค. 2551
  หน่วยงาน/สถาบันที่จัด   สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (รัฐสภา)   จังหวัด  กรุงเทพมหานคร
  เรื่อง/หลักสูตร    ค่ายวรรณกรรมการเมือง
  ไฟล์เอกสาร    เอกสารที่เกี่ยวข้อง
  วันที่บันทึก    04 ก.พ. 2551


  เนื้อหา ?
  

?ค่ายวรรณกรรมการเมือง? ครั้งที่ ๒  ระหว่างวันที่ ๒๘-๓๐ มกราคม ๒๕๕๑

จัดโดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

 

            ด้วยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดกิจกรรมค่ายวรรณกรรมการเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย ประจำปี ๒๕๕๑ ณ โรงแรมตรัง กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง นำความคิด อุดมการณ์ มาสร้างสรรค์การเมืองให้พัฒนายิ่งขึ้น ทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ระหว่างกลุ่มนักเขียน และผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า ๑๓๐ คน ทั่วประเทศ ทั้งนักเขียนอาชีพ สื่อมวลชน  

            โดยมี คัมภีร์ ดิษฐากร รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดงาน และบรรยายพิเศษเรื่อง ? ๖ ปี รางวัลพานแว่นฟ้ากับเจตนารมณ์ สืบสาน สร้างสรรค์ วรรณกรรมการเมือง?  โดยท่านรองสมศักดิ์ ปริศนานันกุล และท่านอุทัย พิมพ์ใจชน มีมุมมองเกี่ยวกับงานที่สะท้อนแนวคิดของบุคคลในสมัยนั้นค่อนข้างห่างหาย  และเพื่อสะท้อนวิถีชีวิตขิงคน ลมหายใจแห่งวิถีชีวิตที่ยังเกี่ยวข้องกับการเมืองที่ก่อให้เกิดผลต่อคน เพื่อให้เกิดผลที่เป็นเชิงบวก หรือเชิงสร้างสรรค์ ทั้งนี้ก็เพื่อการส่งเสริมประชาธิปไตย ให้เกิดการใช้ศิลปะผ่านงานเขียน ที่แสดงออกโดยเสรีภาพและเป็นการปลูกจิตสำนึก โดยเราจะสร้างสรรค์อย่างไรให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นในจิตใจของเรา แม้แต่การไม่เลือกปฏิบัติ และจะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยไทยเดินไปข้างหน้า ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

            ทั้งนี้ก็ได้มีการอภิปรายเรื่อง ?เรื่องสั้น กวีนิพนธ์การเมือง รูปแบบแนวคิดและวิวัฒนาการ? โดยคุณพินิจ นิลรัตน์ (จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ,กรรมการตัดสินซีไรท์ ) ,คุณชมัยภร แสงกระจ่าง (นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ,นักวิจารณ์วรรณกรรม) ,คุณวัฒน์ วรรลยางกูร (นักเขียนรางวัลศรีบูรพา,คนดีศรีลพบุรี), คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (กวีซีไรท์) , รักษ์ มนัญญา สมเทพ นักเขียน / บรรณาธิการ /กรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า

            วรรณกรรมมีความสัมพันธ์กับสังคมโดยต้องสะท้อนสัมพันธภาพระหว่างการเมืองกับสังคม แม้ว่าเราจะตื่นขึ้นมา เราจะไปทำอะไรที่ไหนก็เป็นเรื่องการเมือง เนื่องจากการเมืองเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพ  ซึ่งนักเขียนต้องมีความเป็นนักคิด เขียนเพื่อที่จะชี้แนวให้เขาเดิน และต้องชัดเจนว่าเขียนเพื่ออะไร  ถ้าหากเราเปรียบว่า ราก คือเศรษฐกิจ ,ลำต้น คือสังคม, ยอด คือการเมือง

ดังนั้นเมื่อนายทุนมาเล่นการเมือง จึงทำรากกับเรือนยอดบิดเบี้ยว สังคมจึงไม่โต  ต้นไม้ที่สมบูรณ์ก็จะออกดอกออกผลที่ดี พูดเศรษฐกิจก็จะต้องดูสังคม ?ไม่ใช่จิตสำนึกเพ้อฝัน?

 เราต้องเข้าใจสภาวการณ์ปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร จะได้ไม่เกิดทุนนิยมสามานย์ คือ ทุนนิยมที่ผูกขาดความมั่งคั่งไว้กับตน ไม่เกิดทุนนิยมแบบก้าวหน้า ยกตัวอย่างประเทศจีน เอาทุนนิยมมารับใช้สังคม  เพื่อขจัดช่องว่าง ความมีความจน ( คนตนต้องต่อสู้เพื่อความจำเป็น แต่คนรวยต่อสู้เพื่อการสะสม)

            4 อย่าง                             5 ต้อง

1.อย่าตกยุค                               1.ต้องทันยุค

2.อย่าหลงยุค                             2.ต้องเป็นปากเป็นเสียงผู้เสียเปรียบ

3.อย่าล้ำยุค                               3.ต้องตัดทัศนะปัจเจก

4.อย่าประจบยุค                         4.ต้องทำงานอย่างราชสีห์ (ไม่เอามงกุฎอื่นมาสวมครอบ)

 

            ทั้งนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่นพาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้า (ประชาธิปก) เพื่อดูรอยประวัติศาสตร์ และฉลองพระองค์ รถยนต์ส่วนพระองค์ รวมถึงเครื่องใช้ ต่างๆ ของรัชกาลที่๗  รวมทั้งดูโรงละครเฉลิมกรุง ที่จำลองขึ้น อีกทั้งมีการบันทึกภาพประวัติศาสตร์ครั้งสละราชสมบัติเพื่อคืนอำนาจธิปไตยให้ประชาชน ทั้งนี้ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานผ่านบทกวีกันที่สวนรถไฟ แถวจตุจักร จึงได้นำผลงานเสนอด้วย ดังนี้

 

ประชาธิปไตยในโลกนี้มีจริงหรือ                            ที่เห็นคือเพียงตัวบทของกฎหมาย

คนรู้มากเขียนบังคับคนมากมาย                            เพียงเพื่อได้ประโยชน์ตนเกิดผลงาน

 

สักอีกกี่ร้อยพันกี่มาตรา                                        หากไม่เริ่มที่ศรัทธามาสืบสาน

ขาดดอกผลปุ๋ยดีมิเบ่งบาน                                   อุดมการณ์ถูกซื้อขาดอำนาจเงิน

 

วันนี้สังคมเสื่อมสุดเหลื่อมล้ำ                                ความเลวทรามกลับมองน่าสรรเสริญ

มโนธรรมถึงจุดเดือดเหือดแห้งเกิน             แล้วจะเดินไปทางไหนในวันนี้

 

ประชาธิปไตยเริ่มใหม่?วินัยชาติ?                            ท่ามกระแสเชี่ยวกราดด้วยหน้าที่

ชี้ทิศทางสร้างสังคมบ่มความดี                             จักมากมีใบอ่อนชื่นคืนชีวีน

 

ต้นจักโตดั่งแกนก่อต่อชีวิต                                    รากจะหยั่งตรึงติดทนทานมั่น

ใบเก่าร่วงใหม่อุบัติขึ้นแทนทัน                               ความสำคัญที่ศรัทธาประชาธิปไตย

 

เมื่อโลกเวียนเปลี่ยนกฎกำหนดสร้าง                       ค่อยกระจ่างเด่นชัดจำรัสใส

มโนหวังก็คงถนัดนัยน์                                          ความเป็นไทยจักวิวัฒน์พัฒนา

 

อย่ายืนย่ำ ย่ำยืนอยู่กับที่                                       ใช้ความรู้ที่มีได้ศึกษา

มาร่วมสร้างหลักชัยแห่งศรัทธา                             เพื่อนำพาชาติไทยสมใจปอง

 

ประชาธิปไตยใช่อยู่ที่มีโอกาส                                ใช่!ถือปืนกระสุนกราดสาดสยอง

วาระชาติ เพียงเพ้อฝันไม่กลั่นกรอง                        ความถูกต้องของส่วนมากได้ลากไป

 

กี่บทเรียนประวัติศาสตร์ขาดสำนึก             ตกผลึกกระจ่างตามาบ้างไหม

หรือเพียงเพลิงไพโรจน์แสงแทงหัวใจ                     ยุทธศาสตร์วางไว้ทำไม่เป็น

 

หยุดตำหนิกันเสียทีเสียดสีด่า                                พูดเยี่ยงไร้การศึกษา มาให้เห็น

หยุดปล้นชาติ เพื่อราษฎร์ได้ร่มเย็น                        เมื่อไหร่เป็นดอกธิปไตยเต็มใบที

 

ประชาเอ๋ย ประชาธิปไตย                                     ในโลกนี้มีจริงไหมอย่าหน่ายหนี

รู้แต่ว่าประชาธิปไตยไทยเรามี                                เอาไว้ชี้บ่งว่าปัญญาชน.  

 

            จากนั้นจึงได้นำผลงานของแต่ละคน มาวิจารณ์กัน ซึ่งมีผู้ร่วมส่งกว่า ๑๐๐ ชิ้น และคัดเลือกผลงานรับของที่ระลึก

            จากนั้นเดินทางไปเพื่อเยี่ยมชม รัฐสภา ...โชคดีมากที่ได้เจอกับวิทยากรที่เคยเชิญมาสัมนาเชิงปฏิบัติการอ่านร้อยกรองทำนองไทยที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  คุณวัฒนะ บุญจับ ที่รัฐสภาซึ่งทำหน้าที่อนุกรรมการฝ่ายศิลปวัฒนธรรมที่รัฐสภา ท่านเป็นพิธีกรรายการวิทยุโทรทัศน์ และนักวิชาการคนสำคัญของกรมศิลปากร อีกทั้งผู้ขับเสภา ในละครจักรๆวงศ์ และข่าวราชกรณียกิจ

มารับที่รัฐสภาเพื่อไปร่วมรับประทานอาหารร่วมกับศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณกรรม คุณสุจิตต์ วงศ์เทศ บรรณาธิการหนังสือศิลปวัฒนธรรม / ผู้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์มติชน  ผู้เชี่ยวชาญด้านขุดค้นโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และดนตรีพื้นบ้าน นักวิชาการหัวสมัยใหม่ คุยกับท่านแล้วมีแนวคิดใหม่ๆดีที่เดียวค่ะ  ทั้งนี้ผู้ร่วมโต๊ะอาหารยังมี ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ คณบดีสถาบันพัฒนศิลป์ (ตัวพระ ที่แสดงโขน รามเกียรติ์ ของกรมศิลปากร),คุณดวงดาว เถาว์หิรันย์ (นักร้องกรมศิลป์),  ดร.โสมสุดา ลีละวานิช (ผู้ตรวจการกระทรวงวัฒนธรรม),อ.วิโรจน์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,คุณสถาพร นิยมทอง นักวิชาการละครและดนตรี กรมศิลปากร/ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านดุริยางค์สากล สำนักสังคีต กระทรวงวัฒนธรรม  ถือเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมวงสนทนาผู้มีความรู้ ความสามารถ

            เมื่อเสร็จงานค่ายวรรณกรรมการเมือง ได้รับความกรุณาจากพระครูวินัยธรวิโรจน์ สิริสาโร เลขานุการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยได้นำชมศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยาและเยี่ยมประธานศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ พระครูอุดมธรรมวาที ?ค่ายพุทธบุตร?               จ.พระนครศรีอยุธยา

 

 

 



   ความรู้ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานและแนวทางการแก้ไข ?
  เนื่องจากการไปร่วมงานในครั้งนี้ได้พบนักเขียน สื่อมวลชนมากมาย การไปร่วมค่ายกิจกรรมครั้งนี้เราได้เรียนรู้แนวคิด แนวเขียนของแต่ละคน ว่าเมื่อเขียนงานเขามีระบบการกลั่นกรอง คัดสรรงานผ่านความคิดอย่างไร วิธีสื่อให้คมชัดลึก กระทบความรู้สึกผู้พูด ผู้ฟัง อย่างไรจึงน่าสนใจ ทั้งนี้งานที่ทำอยู่เป็นงานเกี่ยวกับสารนิทัศน์วัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของสื่อหนังสือ วิดิทัศน์ ผู้ช่วยบรรณาธิการ จุลสารอาศรมวัฒนธรรม ต่างๆ เราต้องเรียนรู้ทั้งการเขียนแนวใหม่ๆ พบปะสื่อบ้างเพื่อติดต่อประสานงาน เมื่อเรารู้จักคนมากขึ้น ก็ทำให้การประสานสื่อของเรากว้างขึ้น เพราะนักเขียน สื่อ พอเข้าวงการเดียวกัน คุยคอเดียวกัน เรารู้สึกกันเสมือนว่าเป็นพี่น้อง พูดคุย วิจารณ์กันผ่านงานเขียน และเขียนเพื่อก่อเกิดประโยชน์แก่สังคม การเรียนรู้คน เรียนรู้งาน จึงจำเป็นต้องให้กว้าง และลึกซึ้ง อ่านลักษณะนิสัยผู้ร่วมงานผ่านคำพูด ผ่านความคิด และผ่านการเขียน

  ความรู้ที่จะนำไปพัฒนาต่อ ?
  

การที่ได้ไปเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้า (ร.๗)ประชาธิปก ได้รู้ประวัติศาสตร์ราชวงศ์ไทย เรื่องราวของคนในวังสมัยนั้น เรื่องราวประเทศชาติ อันเป็นรากฐานของการพัฒนาสังคมตามมาในปัจจุบันและอนาคต

  ได้เห็นรูปแบบการจัดแสดงที่เป็นทั้งของจริง จำลอง ภาพ สื่อเสียง สื่อภาพ ที่เสมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง รับรู้ได้ถึงความรู้สึกของคนในสมัยนั้น ว่าความรักชาติ รักแผ่นดิน รักสถาบันพระมหากษัตริย์ของประชาไทย มากมายขนาดไหน

 ความรู้สึกที่มี ของคนทุกยุคทุกสมัย ต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถูกบันทึกด้วยอักษร มากี่ยุคสมัย เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้

 







พัฒนาระบบโดย : ฝ่ายวิจัยและพัฒนาระบบ ศูนย์คอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ
Thailand Best viewed with 800 by 600 pixels screen resolution on an Internet Explorer 5.0 up
การสร้างเอกสาร 0.0457 วินาที    ติดต่อสอบถาม lnamita@wu.ac.th