หน้าหลัก  || คลังความรู้  ||  แจ้งผู้ที่ยังไม่บันทึกข้อมูล  ||  แลกเปลี่ยนเรียนรู้(Share Idea)   || เข้าสู่ระบบ ||


กลับหน้าที่แล้ว >> สังกัดหน่วยงาน หน่วยพัฒนาองค์กร  + ดูก่อนพิมพ์รายงาน

: แบบสรุปรายการไปปฏบัติงานนอกพื้นที่ :

  ผู้บันทึก  ปิติกานต์  จันทร์แย้ม   สังกัดหน่วยงาน  หน่วยพัฒนาองค์กร
  ประเภทการปฎิบัติงาน    สัมนา       เมื่อวันที่   29 พ.ย. 2550    ถึงวันที่   01 ธ.ค. 2550
  หน่วยงาน/สถาบันที่จัด   สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม   จังหวัด  กรุงเทพมหานคร
  เรื่อง/หลักสูตร    KM Miniworkshop และมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ 4
  ไฟล์เอกสาร    เอกสารที่เกี่ยวข้อง
  วันที่บันทึก    27 ม.ค. 2551


  เนื้อหา ?
  

KM Mini-Wokshop

รู้จัก รู้หลัก แล้วจะรัก KM

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2550

ณ ห้องจูปิเตอร์ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์

 

หากท่าน ....อยากทำงานให้ดีขึ้น ....แบบก้าวกระโดด

หากท่าน ....อยากทำงานน้อยๆ ...แต่ได้ประสิทธิภาพสูง

หากท่าน ....อยากทำงานอย่างมีความสุข ....และเพลิดเพลิน

และหากท่าน... ยังไม่รู้จักคำว่า ?KM? ดีพอ

 

ท่านจะได้เรียนรู้หลักการ กระบวนการ KM ทั้งภาคบรรยายและภาคปฏิบัติจริง ท่านจะได้ค้นพบวิธีที่จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด เพลิดเพลินและมีความสุข

 

KM เป็นทักษะที่ต้องฝึก ฝึกจึงทำให้เรียนรู้ การนำ KM มาใช้จะปลุกสมองซีกขวา (ปลุกโดยเรื่องราว)สมองซีกซ้ายจะมองเหตุผล ตัวเลข มองโลกเป็นกลไก วิเคราะห์ สังเคราะห์ การแก้ปัญหา แผนภูมิก้างปลา หาเหตุผล มอง Problem Solving การทำวิสัยทัศน์ส่วนใหญ่ใช้สมองซีกซ้าย แต่ที่จริงแล้วการสร้างวิสัยทัศน์ต้องใช้สมองซีกขวาให้มากเนื่องด้วยจะทำให้เรามีจินตนาการ ฝันแต่เป็นฝันที่เป็นจริง หากวิสัยทัศน์คิดจากสมองซีกขวาจะทำให้วิสัยทัศน์มีแรงบันดาลใจ ความใฝ่ฝัน ไม่ใช่เอาคำหรือข้อมูลฝั่งซ้ายมาเรียงร้อยกัน  สมองซีกขวาจะมองเหตุและปัจจัย มองเป็นภาพ มองแบบ System thinking / แบบอิทับปัตตัยตา ตัวนี้ส่งผลต่อตัวนั้น สร้างพลังเกี่ยวเนื่องกัน เด็ดดอกไม่สะเทือนถึงดวงดาว (คู่รักขอให้หยุดใช้เหตุผล แต่ให้ใช้ความรัก เมตตา เนื่องจากหากเขามีเหตุผลอย่างหนึ่ง เรามีเหตุผลอย่างหนึ่ง หากคุยกันด้วยเหตุผลมันไม่จบ ซึ่งเราต้องใช้สมองทั้งสองซีกอย่างสมดุล โดยการ สุ(ฟังอย่างตั้งใจเปิดใต) จิ(คิด) ปุ(ถาม) ลิ(บันทึก) การจดบันทึกเป็นสิ่งสำคัญ ชาวนายังมีสมุดบันทึก สังเกต จด บันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้มาและนำมาเขียน หากเราบันทึกจะไม่ต้องมาทำใหม่แต่เริ่มต้น เราสามารถมาต่อยอดในสิ่งที่ทำได้

 

?โมเดลปลาทู?

  • Knowledge Vission (KV) ถ้าจะเดิน KM ต้องเดินจากหัว ?หัวปลา? คือ เป้าหมายของการจัดการจัดการความรู้ เป็นการตอบคำถามว่า ทำ KM ไปเพื่ออะไร อะไรคือความรู้ที่ถือว่าเป็นหัวใจขององค์กร เลือกเรื่องสำคัญในภารกิจของเรา คนในหน่วยงานต้องช่วยดู ความรู้อะไรเป็นความรู้สำคัญในการทำงาน (ที่จำเป็น) หัวปลาต้องเชื่อมโยงสอดคล้องกับภาพใหญ่ สอดรับกับวิสัยทัศน์ KM ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จะใช้ความรู้อะไร Strategy Mapกับ Knowledge Map จะไปด้วยกัน  KM จึงทำให้เราติดดิน เป็นนักฝันที่ติดดิน KM จะเสริม Strategic ให้เราหยิบสิ่งดีๆ มาใช้
  • เมื่อเรามีหัวปลาหรือ KV เป็นภาพใหญ่ ซึ่งเป็นคล้ายๆ หัวปลาวาฬที่เคว้งคว้าง เราต้องแตกหัวปลาย่อย ตามโมเดลปลาตะเพียน จะทำให้เรามีทิศทาง มีลายแทงไม่เขว KV ย่อยต้องไม่เฉพาะมากหรือเล็กมากจะทำให้คนไม่สนใจ
  • Knowledge Sharing (KS) คนต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เอาความรู้ Explicit (ลอยๆ) และความรู้ Tacit (ติดบริบทของเขา) มาสร้างความรู้ หยิบสองส่วนมาลองทำ ?ส่วนตัวปลา? เป็นส่วนหัวใจที่ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การช่วยเหลือ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน เงื่อนไขกติกา อยู่ที่ ต้องตั้งใจฟังให้ความสำคัญกับผู้พูด แสดงความคิดเห็นที่ตอบโจทย์ KV  เล่าเรื่องจริง เล่าให้เหมือนอยู่ในเหตุการณ์ เกิดอารมณ์ ความรู้สึกร่วม ฟังให้เข้าใจจะทำให้เราสามารถ Apply ได้ ถ้าพังแค่หูจะ Apply ไม่ได้
  • Knowled Assest (KA) จาก KS สู่ KA หากเรารวบรวมจัดเก็บความรู้อย่างเป็นระบบ เกิดความสม่ำเสมอ จะช่วยให้การแพร่กระจายความรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เข้าเช็คได้ เป็น Body of  Knowledge หรือจัดเก็บเป็น ?คลังความรู้? ซึ่งควรจะมี 3 ส่วน คือ
  1. เรื่องเล่าหรือคำพูดที่เร้าใจ ติดใจ หรือ TiP (Tacit K.)
  2. การถอดบทเรียน (Explicit K.) อาจจะมีทฤษฎีเสริม บวกกับการตีความของเรา
  3. แหล่งข้อมูลบุคคลอ้างอิง (Reference) หรือทำเนียบผู้ชำนาญการ

KM คืออะไร

  • คือเครื่องมือ ผ่อนแรงในการเรียนรู้และพัฒนางาน
  • คือเครื่องมือ สร้างพลังทวีคูณ (Synergy) จากการรวมหมู่พลังที่แตกต่าง หลากหลาย (คนในหน่วยงานมีความแตกต่างกัน เราต้องเอาพลังมาประสานกัน
  • คือเครื่องมือ สร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มผู้ปฏิบัติ (บรรยากาศการทำงานดีขึ้น)
  • คือเครื่องมือ ใช้ความรู้ทั้งในและนอกหน่วยงาน
  • คือเครื่องมือ ดึงศักยภาพของคน&ทีมออกมาใช้ เห็นว่าใครเก่งเรื่องอะไร
  • คือเครื่องมือ ที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม ที่องค์กรส่วนใหญ่ใฝ่ฝัน  ซึ่ง KM จะเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ความเข้าใจของการได้มาซึ่งนวัตกรรม
  • คือเครื่องมือ การบริหารชนิดหนึ่ง ซึ่งเครื่องการบริหารมีหลากชนิดเราต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ เครื่องมือทางการบริหารมีมาก เช่น HA SWOT TQA QA Balance Scorecard PMQA Benchmarking เป็นต้น ...เราต้องจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่หลากหลาย บางครั้งก็ต้องหยิบ KM มาใช้ ...KM มีทั้ง Stratergic Planning / มี Leadership ...แก่นอยู่ที่ว่าแต่เครื่องมือต้องประสานและเสริมกันได้ แต่ละเครื่องมือต้องทำจนไร้กระบวนท่า และเครื่องมือต้องเหมาะกับมือ แปลงเหมาะกับปาก ดังนั้น เราต้องรู้จัก ?ปรับเครื่องมือ? ให้เข้ากับบริบท

KM ในประเทศไทย มี 3 รูปแบบ

  1. KM เชิงองค์กร โยงยุทธศาสตร์ โยงแผน ใช้การประเมิน เป็นการจัดการความรู้แบบ Explicit K.
  2. KM กลุ่มหรือเครือข่าย มองที่กลุ่มหรือ CoP แลกเปลี่ยน Tacit พัฒนาคุณอำนวย และสร้าง CoP เป็นการจัดการความรู้สึก (Tacit K.) อยากขับเคลื่อนองค์กรต้องมีหลายกลุ่มเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
  3. KM ปัจเจก/ใจ เป็นการจัดการความรู้สึกในตัว Mental Model จัดการในตัวคน จัดการสติ ปัญญา เริ่มจากเรื่องที่สนใจ ใช้ ?หัวใจนักปราชญ์? ตระหนักรู้สิ่งที่กำกับอยู่ในใจ

หากในองค์กรมี KM ทั้ง 3 แบบ ก็จะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

 

มหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติครั้งที่ 4

 

กล่าวเปิด ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

 

Learn 4 Change กระบวนการเรียนรู้ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขององค์กร

วัตถุประสงค์ของการจัด

  1. เพื่อปรับกระบวนทัศน์
  2. พัฒนาวัฒนธรรมการเรียนรู้

 สิ่งที่เราต้องค้นหา...(จาก Best Practice)

    • เมื่อใช้ KM ทำให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ต่อองค์กร ต่อบุคคลากร อย่างไร
    • เห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพราะอะไร
    • ประยุกต์ใช้อย่างไร จึงได้ผล
    • เก็บเกี่ยวประสบการณ์การนำ KM ไปใช้
    • KM เปลี่ยนร่างกาย เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนสมอง
    • ให้ใช้ร่างกายในการเรียนรู้

 

ปาฐกถาพิเศษ ?การเปลี่ยนแปลงเพื่อความสุขในการทำงาน?

โดย ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พบว่า

  • ความรู้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  • หากเราละทิ้งความรู้ไปนานๆ ความรู้ก็จะกินไม่ได้ หรือนำไปใช้ไม่ได้

การจัดการเปลี่ยนแปลงเพื่อความสุขในการทำงาน นั้น...จะต้องจัดการความทุกข์ให้ได้

องค์ประกอบของความทุกข์ ประกอบด้วย

  • คน มากที่สุดคือหัวหน้า หรือผู้บังคับบัญชา (คุณสำราญ คุณอำนาจ คุณเผด็จ คุญละเอียด คุณระเบียบ คุณประหยัด คุณตระหนี่ คุณสมานเมื่อมีการแตกแยก)
  • สิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความทุกข์ ทุกมุมมอง
    • งาน
    • เงิน
    • ระบบ/ ระเบีย

วิธีที่จะคลายความทุกข์ (ขจัดทุกข์แล้วสร้างสุข) คือ

      1. ปลง ให้ยอมรับอย่างที่เขาเป็น บางครั้งเราก็อยากให้เพื่อนเป็นอย่างที่เราอยากเป็น
      2. การแก้ปัญหาลดความทุกข์
      3. ใช้การจัดการที่ดี และเอาใจใส่ลงไป
      4. การมีไมตรี เมตตา สามารถพูดและรับฟังด้วยความยินดี
      5. เปลี่ยนใจตนเองที่จะฟังคนอื่น ไวต่อความรู้สึก และเราต้องมีความจริงใจ หวังดีและรู้สึกดีกับคนอื่น

สรุป    ทุกข์ที่แท้จริง  ---  ต้องแก้ไข

ทุกข์จากมุมมอง  ---  ต้องมองโลกในแง่ดี มองในทางบวก เมตตา กรุณา งานสำเร็จก็เป็นสุข

         ทาน : ทุกคนต้องช่วยกัน

         ศีล : การไม่เบียดเบียน (ตนเองและผู้อื่น) ขยัน ไม่เกียรติคร้าน เพราะการเกียรติคร้านเป็นทุกข์ ความสุขเกิดจากการทำด้วยใจที่แน่วแน่ สิ่งที่จำเป็นของมนุษย์นอกจากปัจจัย 4 คือ การมีคุณค่า และการขยันหมั่นเพียรก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เกิดความสุข สมาธิ ปัญญา งานเยอะทำอย่างไร

  • ใช้วิธีการจัดการ
  • เอาคนอื่นมาช่วย (เอาคนที่เราไว้ใจมาช่วย เห็นตาก็รู้ใจ)
  • เปลี่ยนจากการเป็นคุณละเอียด คุณอำนาจ เป็นการไว้วางใจคนอื่น
  • ความเกรงใจหากไม่บอกจะก่อให้เกิดความไม่สบายใจ เกิดความทุกข์
  • เปลี่ยนแปลงความคิดของเราจากมุมหนึ่งไม่มุมหนึ่ง
  • มองงานด้วยความเคารพ เชื่อผู้อื่นเท่ากับเชื่อตนเอง ลดอัตตาตนเอง
  • จัดการเวลา (ครอบครัว ส่วนตัว) งานจะนำไปสู่ความเป็นเลิศเพื่อฝันที่เป็นจริง ทำอย่างไรที่เราจะยอมรับความเป็นปุตุชน เราอาจจะไม่ Perfect
  • ทุกข์ๆ ปัญหาจะมีคำตอบ ...เปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความสุข
  • พยายามแยกว่า สิ่งใดที่เป็นไปได้ และสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้

การเปลี่ยนแปลงความสุขในการทำงานคือ การเปลี่นแปลงตนเอง การเปลี่ยนแปลงตนเองกับสิ่งรอบข้าง

 

Play&Learn เพลิดเพลินกับการเรียนรู้ (เรียนเล่นอย่างมีความสุข)

โดย ทีม KM Intern&Extern ของ สคส. และทีมงาน สรส.

  • กิจกรรม ทำให้เราได้เพลิดเพลินกับการเรียนรู้
  • กิจกรรมดูหนังดูละครย้อนดูตนเอง
  • ทำกิจกรรม Dialouge
  • กิจกรรม Creative

Tool&Learn

  • เรียนรู้ผ่อนคลาย จากภาพ เพลง แต่ได้สาระการพัฒนา จุดวิธีคิด พัฒนาคน พัฒนางาน
  • ใช้ KM+ (Plus) ในองค์กร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถคน สร้างความรู้ ความรู้ที่กินได้ มีชีวิตที่ดี ตอบสนองชาติ
  • หาหัวใจการทำงานให้เจอ เช่น ชาวบ้านคือการให้บริการ เพื่อตอบสนองความสุขของชาวบ้าน
  • ทำให้ชาวบ้านรู้สึกเป็นเจ้าของงาน
  • KM คือเครื่องมือจัดการที่ทำให้งานดีกว่าเดิม และปรับปรุง (AAR)
  • สร้างผู้นำที่จะขับเคลื่อนภารกิจ (CoP)
  • ค้นหาทุนเดิมที่มีอยู่ (ทำงานเชิงรุก ใฝ่เรียนรู้ ดึงความรู้)
  • เมื่อพบปัญหา ค้นหาข้อมูลปัญหานั้น ทำให้ชัดเป็นรูปธรรม
  • ทำข้อมูลของชุมชน  ค้นหาทุกข์ของคนในชุมชน โดยการทำแผนที่ชุมชน และเราลองดูว่ามีทุนอะไรอยู่บ้าง ภูมิปัญญาอยู่ตรงไหน
  • เริ่มจากคนที่ชอบและสนใจ มาคุยและร่วมขับเคลื่อน สร้างแรงบันดาลใจ ตระหนักคนเห็นบทบาทของตนเอง
  • ขับเคลื่อนทุนเดิมในลู่ของเขา (ถามเรื่องที่เขาสนใจ)
  • จากเดิมใช้โครงการเป็นตัวตั้ง ไม่สร้างการเรียนรู้
  • แบบใหม่ กิจกรรมต้องเกิดจากความอยากและความต้องการของเขา
  • อาจจะเป็นห้องเรียน 2 ห้อง คือ ห้องเรียนคุณอำนวย (ครูที่ทำกิจกรรม หรือพี่เลี้ยง) และห้องเรียนรัฐมนตรี (แกนนำ) เพื่อทำให้ชุมชนช่วยตนเองได้
  • คนที่รู้ช่วยสอนคนที่ไม่รู้ในองค์กร หรือเชิญข้างนอกมาให้ความรู้
  • ทำคู่มือออกมาหลังแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเอาความรู้มาใช้ประโยชน์
  • CoP ประกอบด้วย 
    Domain : Mind ไม่ปิดกั้น
    : Learning: Management
  • ความรู้อยู่ในพื้นที่ อยู่ที่นักปฏิบัติจริง ปรับเปลี่ยนบทบาทเป็นนักจัดการความรู้ เพื่อพัฒนาองค์กร
  • เราต้องเอา KM มาใช้แบบไม่บอกว่าเป็น KM
  • การบอกให้ทำ ไม่เกิดแรงบันดาลใจ และหากลองเอา VCD มาเปิด จะกระตุกความคิดสิ่งที่จะทำ
  • ให้เขาคิดว่าอะไรคือหัวปลา ตัวปลา หางปลา และใครคือผู้เข้าร่วม
  • ถอดบทเรียน ปรับ นำไปใช้กับตนเอง เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทำไปเรียนรู้ไป
  • กิจกรรมตลาดนัดความรู้ (เครือข่าย) นำสิ่งที่ตนเองทำมาแสดง นำเสนอ เน้นการทำให้ดูและทำให้เป็นกันเองมากที่สุด ทำให้เป็นตลาดจริง จับจ่ายซื้อหาจริงๆ แต่ละพื้นที่เอาของจริงมา มีการฟังเสวนา มีการ BAR เตรียมความพร้อม ทำให้เกิดบรรยากาศการแลกเปลี่ยนที่ดี ขั้นตอนวิธีเปิดใช้กลองยาว และประธานเปิดตลาด จัดช่วงเวลา Shopping ให้เวลาในการถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง ตักตวงความรู้จากผู้อื่น ยิ่งซักถามคนก็จะยิ่งเล่า แบ่งเวลาให้แต่ละพื้นที่ได้พูดคุยกันว่าได้อะไร และจะนำไปปรับใช้กับตนเองอย่างไร เกิดความสัมพันธ์ข้ามเครือข่าย
  • ก่อนทำเรื่องเทคนิค เราต้องทำเรื่องใจ ความมุ่งมั่น เห็นคุณเห็นโทษ
  • การแลกเปลี่ยนแต่ละวัฒนธรรมต่างกัน
  • ทุกเรื่องต้องอาศัยความรู้
  • การเปลี่ยนแปลงความคิดคน ใช้ทฤษฏีภูเขาน้ำแข็ง System thinking KM ช่วยเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ซึมซับ เปลี่ยนด้วยกระบวนการเรียนรู้
  • ควรจัดให้มีบรรยากาศการทำงาน โดยการจัดการให้มี BAR DAR AAR
  • CoP ในการพัฒนางาน ต้องโดนใจ ใกล้ตัว สนิทสนม care กันและรักกัน ความรู้ต้องปฏิบัติได้จริง ไม่คุยเชิงความคิด เราจึงนำเอา Best Practice มาใช้เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ทำอย่างไร How to
  • CoP ใช้ Model ปลาตะเพียน มีปลาใหญ่ ปลาเล็ก หันไปในทางเดียวกัน คือต้องเชื่อมโยงว่าตอบโจทย์องค์กรอย่างไร
  • เริ่มจากดูบทบาทองค์กร...และพิจารณาว่าเรามีบทบาทอะไร พิจารณาว่างานมีปัญหาอะไร เอาปัญหาเป็นหัวปลา หรือธงที่เราจะไป เอาคนที่ทำงานนั้น มีประสบการณ์นั้นมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดีๆ
  • กรณีเป็นการรวมกลุ่มแบบ fasion กีฬา ก็ให้เขาวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นกับองค์กรอย่างไร เพราะปัญหาส่วนใหญ่ในองค์กรเกิดจากความสัมพันธ์ของคน ถึงไม่เกี่ยวข้องกับงาน ถ้าเขาอยากทำก็สนับสนุนให้ทำ เนื่องจากถือว่าเป็นการเรียนรู้
  • KM เป็นเรื่องนิสัยและวินัย หากหนึ่งวันเราถอดบทเรียน ว่าวันนี้ทำงานได้อะไรใหม่ ใจตนเองเป็นอย่างไร เกิดทักษะการทำงานอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทำให้เขาเห็นคุณค่าการเปลี่ยนแปลง พบว่างานบ่งเพาะชีวิตเรา
  • สิ่งที่เกิดขึ้นคือประโยชน์กับบ้านเรา เพื่อนเรา เพื่อให้เราดีขึ้น มีแรงบันดาลใจ มีความรู้
  • นำความรู้ใช้สร้างความงาม ความดี และความสุข
  • ทำบรรยากาศให้กันเองมากที่สุด
  • ความรู้อยู่คนทำงาน คนในพื้นที่มีความรู้มาก เพราะฉะนั้นเราต้องลงไปที่คนทำงาน
  • สร้างรัฐมนตรีกำหนดเป้าหมายเองได้
  • รื้อฟื้นประเพณีท้องถิ่น แต่ต้องมีใจรื้อฟื้น ชวนชวนบ้านคิด ชวนคุย เชื่อมความคิด คิดทำ ร่วมกันทำ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ทุกเพศทุกวัย
  • เรียนรู้จากการทำก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ จัดการความรู้ในตัวเรา แปลงความรู้สู่การปฏิบัติ ทำความรู้ให้กินได้ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
  • KM ต้องเป็น KM plus คือให้ความสำคัญกับบริบทกลุ่มเป้าหมาย นำความรู้ไปประยุกต์เพื่อชีวิตและงาน 

ปาฐกถาพิเศษ ?ผู้นำการเรียนรู้ในสถานการณ์ปัจจุบัน?

โดย คุณประยงค์ รณรงค์

 

สิ่งที่ได้เรียนรู้

  • เริ่มต้นที่ตนเองก็จะทำให้ปัญหาแคบและเล็กลง
  • กำหนดแผนหรือเป้าหมายของชุมชน วางแนวทางหากจะไปให้ถึงจุดที่ต้องการจะมีขั้นตอนการเตรียมความพร้อมของชุมชนอย่างไรเพื่อรองรับการพัฒนา
  • การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่การพูดคุย แต่อยู่ที่การปฏิบัติ ทำลักษณะคล้ายงานวิจัยแต่เป็นวิจัยแบบธรรมชาติ คิดศึกษา เรียนรู้ ว่าวิธีใดดีที่สุดที่เราจะนำปใช้ เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ เรียน ทำและสรุป บางครั้งยังทำได้ไม่ดีที่สุด เราสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จะทำให้เรารู้จักตนเองได้มากขึ้น จะทำให้เราป้องกันตนเองได้
  • ชีวิตเราต้องเรียนรู้ตลอดเพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอด
  • กระบวนการเรียนรู้ต้องลงลึก ไม่ใช้นำมาใช้ทันที ต้องรู้จักบริบทและพัฒนาคนให้พร้อมที่จะเดินหน้า

 

สรุป ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

  • KM เป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย เป้าหมาเราคือ ทำ KM เพื่อ.....
  • KM เป็นการเรียนรู้ร่วมทั้งกลุ่ม ผ่านการปฏิบัติ (ทำไม่เป็นยาก...ไม่สามารถปฏิบัติ...ให้ลองคิดดู)
  • การประยุกต์ใช้ KM ต้อง ย่อย ตีความ ออกแบบกระบวนการ ให้เหมาะสมกับกลุ่มคนที่อยู่ ต้นทุนความรู้ ปัญหาที่รอการแก้ไข ท้ายทายเรา
  • วงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติ ทำไปเรื่อยๆ จะสามารถยกระดับความเข้าใจไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น
  • เคล็ดลับให้นำเอาสิ่งที่เป็น Best Practice สิ่งที่จูงใจ สิ่งที่ทำแล้วดี มาแลกเปลี่ยน (ในความหมายของ KM ไม่มีอะไรที่สุดยอด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้นำไปสู่ Best Practice
  • KM เน้นกระบวนการและคนมากกว่าความรู้ เน้นความรู้ในตัวคน จัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หมุนและลองปฏิบัติ และหมุนให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใหม่ เน้นการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ความรู้ในคน ทรัพยากรระหว่างคน ความสัมพันธ์ของคน ความสำเร็จ ดึงเรื่องเล่าเร้าพลังมาทำการประชุม Dialouge
  • การเรียนรู้ KM จากการอ่านและทำจะทำให้เราเข้าใจชัดขึ้น ลึกขึ้น หนึ่งเที่ยวไม่พอ สองเที่ยวไม่พอ ควรอ่านหลายๆ เที่ยวเพื่อกระตุ้นความเข้าใจให้ลึกซึ่ง เรียนเรื่องเครื่องมือ KM ในบริบทต่างๆ
  • เครื่องมือ KM ส่วนใหญ่จับต้องไม่ได้ เป็นกระบวนการ 99% เป็นเครื่องจักรจับต้องได้ 1% กระบวนแลกเปลี่ยนเรียนรู้คือ เครื่องมือ KM
  • การประยุกต์ใช้ KM ต้องมีทีมแกนนำ ทำความเข้าใจ KM และลงมือทำกระบวนการ ทำกิจกรรม หาวิธีการที่ฉลาด เพื่อให้ได้ใจคนที่เกี่ยวข้อง เคล็ดลับ จัดเวทีแลกเปลี่ยนจากความสำเร็จ
  • การเล่าความสำเร็จตนเอง เราจะถูกกระตุ้นให้เล่าด้วยสายตาความสนใจจากผู้ฟัง และเกิดความสุข มั่นใจ เคารพตนเอง ผู้อื่น เกิดความสัมพันธ์ทางบวก

 

ขอเชิญฟัง file เสียง

ปาฐกถาพิเศษ "การเปลี่ยนแปลงเพื่อความสุขในการทำงาน" โดย ศ. นพ. จรัส สุวรรณเวลา นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ไฟล์เสียง)
ปาฐกถาพิเศษ "ผู้นำการเรียนรู้ในสถานการณ์ปัจจุบัน" โดย คุณประยงค์ รณรงค์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (คลิปวิดีโอ)
พิธีปิด โดย ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (ไฟล์เสียง)

(http://www.trf.or.th/Multimedia/)

 

Download files ประกอบการนำเสนอจากห้องย่อย (http://gotoknow.org/blog/kmipublic/151250)

 

files ประกอบการนำเสนอในงาน KM Mini-workshop (http://gotoknow.org/blog/kmipublic/151241)

 

ชมภาพบรรยากาศการจัดงาน (http://gotoknow.org/blog/kmipublic/153283)

 

 



   ความรู้ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานและแนวทางการแก้ไข ?
  
  1. นำความรู้ หลักการที่สำคัญมาใช้ในการกระตุ้น พัฒนาตนเอง พัฒนางาน และร่วมพัฒนาหน่วยงาน
  2. นำเทคนิค กระบวนการจัดกิจกรรมมาปรับใช้ในงาน


  ความรู้ที่จะนำไปพัฒนาต่อ ?
  

ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ แบ่งบันและถ่ายทอดกับเพื่อนร่วมงาน ประยุกต์ใช้ในการทำงาน







พัฒนาระบบโดย : ฝ่ายวิจัยและพัฒนาระบบ ศูนย์คอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ
Thailand Best viewed with 800 by 600 pixels screen resolution on an Internet Explorer 5.0 up
การสร้างเอกสาร 0.0457 วินาที    ติดต่อสอบถาม lnamita@wu.ac.th